ทำความเข้าใจ January Blues ดูแลสุขภาพใจช่วงหลังปีใหม่

หลังช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองในเทศกาล ปีใหม่ ผ่านพ้นไป หลายคนอาจรู้สึกว่าบรรยากาศที่เคยคึกคักกลับเงียบลงอย่างรวดเร็ว ไฟประดับถูกเก็บ การเดินทางท่องเที่ยวสิ้นสุดลง และชีวิตประจำวันก็วนกลับสู่จังหวะเดิม ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือการเรียน ความรู้สึกหดหู่ เหนื่อย หรือหมดแรงใจในช่วงเดือนมกราคมนี้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับหลายคน และมีชื่อเรียกกันว่า “January Blues”

January Blues คืออะไร

January Blues คือภาวะอารมณ์ซึม เฉื่อย หรือรู้สึกหมดแรงใจที่มักเกิดขึ้นหลัง ปีใหม่ โดยเฉพาะในช่วงเดือนมกราคม แม้จะไม่ใช่โรคทางจิตเวชโดยตรง แต่ก็เป็นภาวะทางอารมณ์ที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต การทำงาน และความสัมพันธ์กับคนรอบข้างได้ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม หลายคนอาจสับสนระหว่าง January Blues กับ Blue Monday ซึ่งเป็นวันที่ถูกเรียกว่า “วันจันทร์ที่เศร้าที่สุดของปี” แต่ในความเป็นจริง January Blues ไม่ได้เกิดขึ้นแค่วันเดียว แต่อาจลากยาวตลอดทั้งเดือน

ทำไมช่วงหลังปีใหม่เราถึงรู้สึกดาวน์ได้ง่าย

ช่วงหลังปีใหม่อาจกลายเป็นเวลาที่ท้าทายต่อสุขภาพใจ เพราะมีหลายปัจจัยเข้ามาพร้อมกัน เช่น แสงแดดน้อยลงและอากาศเปลี่ยน ในช่วงฤดูหนาวหรือช่วงต้นปี แสงแดดที่ลดลงอาจส่งผลต่อสารเคมีในสมอง เช่น เซโรโทนิน ทำให้รู้สึกง่วง เหนื่อย หรืออารมณ์ไม่สดใส โดยเฉพาะในคนที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ...

Read more...
สารปนเปื้อนในน้ำ

สารปนเปื้อนในน้ำ อันตรายต่อสุขภาพที่ไม่ควรมองข้าม

จากสถานการณ์ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา หลายพื้นที่ในภูมิภาคเอเชียต้องเผชิญกับภาวะน้ำท่วม ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในวงกว้าง ทั้งในด้านความปลอดภัย สุขอนามัย และสภาพแวดล้อมโดยรวม แม้บางพื้นที่สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายลงแล้ว แต่ผลกระทบด้านสุขภาพ สารปนเปื้อนในน้ำ โดยเฉพาะในระยะหลังน้ำลด ยังคงเป็นสิ่งที่ควรได้รับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หนึ่งในความเสี่ยงสำคัญหลังน้ำท่วม คือ สารปนเปื้อนในน้ำและสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจประกอบด้วยเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ไวรัส รวมถึงสิ่งสกปรกที่สะสมอยู่ในน้ำขัง โคลน และฝุ่นละออง สารเหล่านี้สามารถฟุ้งกระจายขึ้นสู่อากาศหรือเข้าสู่ร่างกายผ่านการหายใจและการสัมผัส ส่งผลให้เกิดการเจ็บป่วยได้ โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ ในช่วงฟื้นฟูหลังน้ำท่วม เช่น การทำความสะอาดบ้านเรือนหรือพื้นที่สาธารณะ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงอาจสัมผัสกับเชื้อโรคจากสารปนเปื้อนในน้ำ อาการที่อาจพบได้จากการติดเชื้อทางเดินหายใจ ได้แก่ มีไข้ ไอ เจ็บคอ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คัดจมูก มีน้ำมูก รวมถึงอาการปวดศีรษะหรือปวดเมื่อยตามร่างกาย หากพบอาการเหล่านี้ ควรดูแลตนเองอย่างเหมาะสม และหากอาการไม่ดีขึ้น ควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ การป้องกันตนเองในช่วงหลังน้ำท่วมจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม สารปนเปื้อนในน้ำ ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำที่ไม่สะอาด สวมหน้ากากอนามัยขณะทำความสะอาด ใช้อุปกรณ์ป้องกัน เช่น ถุงมือหรือรองเท้าบูท และล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังปฏิบัติงาน นอกจากนี้ การพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และดื่มน้ำสะอาดอย่างสม่ำเสมอ...

Read more...
PM2.5

เที่ยวปลายปีอย่าชะล่าใจ! PM2.5 ภัยที่แทรกตัวมาพร้อมสายลมหนาว

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายประเทศในเอเชียมีรายงานสถานการณ์ PM2.5 เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงประเทศไทยที่พบผลกระทบครอบคลุมมากถึง 21 จังหวัด ทำให้หลายพื้นที่เริ่มมีค่าฝุ่นละอองอยู่ในระดับที่อาจส่งผลต่อสุขภาพ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร เขตบางรัก ตรวจพบค่า PM 2.5 สูงถึง 63.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และมีค่าเฉลี่ยทั้งจังหวัดอยู่ที่ 43.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งอยู่ในช่วงระดับสีส้มถึงแดง สะท้อนความเสี่ยงด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นในช่วงเวลานี้   ประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายยอดนิยมในช่วงปลายปีสำหรับทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ ด้วยอากาศที่เย็นสบาย ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวและกิจกรรมกลางแจ้งคึกคักเป็นพิเศษ หลายพื้นที่จึงเข้าสู่ช่วงยอดนิยมของการท่องเที่ยว   อย่างไรก็ตาม ความสนุกอาจสะดุดได้หากละเลยเรื่องคุณภาพอากาศ เพราะ PM 2.5 เป็น “ภัยที่มองไม่เห็น” ที่สามารถกระทบต่อสุขภาพได้ โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวและเขตเศรษฐกิจที่มีความหนาแน่นของผู้คน รวมถึงผู้ที่ต้องอยู่กลางแจ้งหรือเดินทางเป็นเวลานาน   เมื่อค่าฝุ่นสูง ร่างกายอาจเริ่มส่งสัญญาณเตือนแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล โดยสามารถสังเกตอาการได้ดังนี้   1) บุคคลทั่วไป ระคายเคืองโพรงจมูก จาม น้ำมูกใส ไอ หรือรู้สึกหายใจไม่สะดวก ตาแดง คันตา น้ำตาไหล   2) กลุ่มที่มีโรคทางเดินหายใจ/ภูมิแพ้ (เช่น ภูมิแพ้โพรงจมูกอักเสบ หอบหืด หรือโรคปอด) อาการกำเริบชัดเจน เช่น...

Read more...

น้ำท่วม ในเอเชีย: ผลกระทบต่อการท่องเที่ยว และวิธีดูแลสุขภาพในช่วงภัยพิบัติ

ทวีปเอเชียถือเป็นหนึ่งในจุดหมายยอดนิยมสำหรับการท่องเที่ยวช่วงปลายปีของนักเดินทางทั่วโลก ด้วยสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นชายหาดสวยงามของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมืองเก่าที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ในเอเชียตะวันออก หรือภูเขาสูงอากาศเย็นสบายในเอเชียเหนือ ทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากเลือกออกเดินทางในช่วงฤดูหนาว ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวที่สุดของปี อย่างไรก็ตาม แม้จะอยู่ในช่วงฤดูหนาว หลายประเทศในแถบเอเชียตะวันออกยังคงต้องเผชิญกับสภาพอากาศสุดขั้ว โดยเฉพาะในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงาน พายุฝนตกหนัก ในบางพื้นที่ ส่งผลให้เกิด น้ำท่วม ในหลายประเทศ เช่น ไทย มาเลเซีย และเวียดนาม ซึ่งเป็นเส้นทางท่องเที่ยวยอดนิยมในช่วงปลายปี

น้ำท่วม กับผลกระทบที่เกินกว่าความเสียหายทางกายภาพ

สิ่งที่ตามมาหลังเกิดน้ำท่วมอาจมากกว่าความเสียหายต่อบ้านเรือนและทรัพย์สิน เพราะในภาวะแบบนี้หลายคนต้องอพยพออกจากพื้นที่กะทันหัน หรือมีบางส่วนที่ไม่สามารถย้ายออกจากฐานที่อยู่ได้ทันเวลา ความเสี่ยงต่อสุขภาพก็เพิ่มขึ้นโดยหลีกเลี่ยงได้ยาก โรคที่มากับน้ำ เช่น โรคทางเดินหายใจจากอากาศชื้น ไข้หวัด คัดจมูก น้ำมูกไหล โรคผิวหนังจากการสัมผัสน้ำที่ไม่สะอาด อหิวาตกโรคหรือโรคระบบทางเดินอาหาร  

วิธีดูแลสุขภาพในช่วง น้ำท่วม และรับมือโรคหวัดที่มากับความชื้น

เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและลดความเสี่ยงในการเจ็บป่วยในสถานการณ์น้ำท่วม การดูแลสุขภาพพื้นฐานเป็นสิ่งสำคัญที่ควรทำอย่างต่อเนื่อง ได้แก่:

1. ป้องกันการเปียกชื้น

ความชื้นในอากาศเป็นตัวกระตุ้นให้เชื้อโรคแพร่กระจายได้ง่าย ควรหาชุดแห้งเปลี่ยนทันทีหากเสื้อผ้าเปียก และหลีกเลี่ยงการยืนหรือนั่งบนพื้นที่ชื้นเป็นเวลานาน

2. ใส่หน้ากากเมื่ออยู่ในพื้นที่คนหนาแน่น

การรวมตัวของผู้คนจำนวนมาก เช่น ในศูนย์พักพิง ทำให้เชื้อหวัดแพร่กระจายได้ง่าย การสวมหน้ากากช่วยลดความเสี่ยงได้มาก

3. ลดอาการหวัด คัดจมูก และช่วยให้หายใจสะดวก

อากาศอับชื้นในช่วงน้ำท่วมมักทำให้เกิดอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล และหายใจไม่สะดวก การใช้ผลิตภัณฑ์น้ำมันหอมระเหย...

Read more...

อากาศหนาวก็เอาอยู่! เทคนิคดูแลลูกเมื่อมีน้ำมูกไหลระหว่างทริป ฤดูหนาว

ช่วงปลายปีถือเป็นช่วงเวลาที่หลายครอบครัวเลือกใช้เป็นโอกาสในการท่องเที่ยว ท่ามกลางอากาศเย็นสบายหรือบรรยากาศ ฤดูหนาว ที่บางพื้นที่มีอากาศเย็นจัด ลมแรง หรือแม้กระทั่งหิมะโปรยปราย ประกอบกับเทศกาลต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมากมายในช่วงสิ้นปี ทำให้การเดินทางในฤดูนี้เป็นประสบการณ์ที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างรอคอย อย่างไรก็ตาม อากาศที่หนาวเย็นและเปลี่ยนแปลงรวดเร็วอาจทำให้ร่างกายของเด็ก ๆ ปรับตัวไม่ทัน ส่งผลให้เกิดอาการน้ำมูกไหลได้ง่าย แม้อาการจะไม่รุนแรง แต่ก็สร้างความไม่สบายตัวและอาจทำให้การเดินทางไม่ราบรื่นเท่าที่ควร ดังนั้น การเตรียมความพร้อมให้ลูกน้อยอย่างเหมาะสมจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก  

การป้องกันก่อนออกเดินทาง

เป็นวิธีที่ช่วยลดโอกาสเกิดอาการน้ำมูกไหลได้ดีที่สุด ผู้ปกครองควรดูแลให้เด็ก ๆ พักผ่อนอย่างเพียงพอ ดื่มน้ำมากพอ และเลือกเสื้อผ้าที่ให้ความอบอุ่นอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะเสื้อคลุม ผ้าพันคอ หมวก หรืออุปกรณ์ที่ช่วยปิดบริเวณจมูกและคอ ซึ่งเป็นส่วนที่ไวต่ออากาศเย็น การแต่งกายแบบหลายชั้นจะช่วยให้ร่างกายรักษาความอบอุ่นและปรับตัวตามสภาพแวดล้อมได้ดีขึ้น หากเด็ก ๆ เกิดอาการน้ำมูกไหลระหว่างการเดินทาง สิ่งสำคัญคือการรักษาความชุ่มชื้นภายในโพรงจมูก เนื่องจากอากาศหนาวมักมีความชื้นต่ำ ทำให้เยื่อบุจมูกแห้งและเกิดการระคายเคืองได้ง่าย ควรเตรียมทิชชู่เนื้อนุ่ม สเปรย์น้ำเกลือ หรือผลิตภัณฑ์น้ำมันหอมระเหยที่ช่วยให้หายใจโล่ง ซึ่งใช้งานสะดวกระหว่างเดินทาง ขึ้นเครื่องบิน โดยสารรถไฟ หรือทำกิจกรรมกลางแจ้งที่ต้องเผชิญลมหนาวอย่างต่อเนื่อง  

การเลือกที่พักก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ

เพราะระบบปรับอากาศหรือฮีตเตอร์อาจทำให้สภาพอากาศภายในห้องพักแห้งจนเกินไป หากมีตัวเลือก ควรเลือกที่พักที่มีเครื่องควบคุมความชื้น หรือสามารถจัดวางภาชนะใส่น้ำเพื่อช่วยเพิ่มความชื้นในห้องได้ วิธีนี้ช่วยให้ร่างกายของเด็กปรับตัวได้ดีขึ้นและลดโอกาสเกิดอาการจมูกแห้งหรือน้ำมูกไหล สำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง แนะนำให้เด็ก ๆ สวมหน้ากากหรือผ้าปิดจมูกเพื่อป้องกันลมหนาวไม่ให้ปะทะโดยตรง และควรให้หยุดพักเป็นช่วง...

Read more...

พายุนอกฤดูมาพร้อมกับความเสี่ยงใหม่: คัลแมกีและภัยสุขภาพที่ต้องเตรียมรับมือ

การมาของ พายุ คัลแมกี (Kalmaegi) ในช่วงปลายปี—ซึ่งโดยปกติควรเป็นเวลาที่อากาศเย็นลงและแห้งกว่าปกติ—กลายเป็นสัญญาณสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า “ภูมิอากาศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเปลี่ยนไป” อย่างชัดเจน ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดฝนฟ้าคะนอง ลมแรง และน้ำท่วมฉับพลัน แต่ยังพาเอาความเสี่ยงด้านสุขภาพเข้ามาด้วย โดยเฉพาะโรคทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ และการติดเชื้อที่มักระบาดเมื่ออากาศแปรปรวน กล่าวได้ว่าพายุครั้งนี้สะท้อนปรากฏการณ์ผิดปกติที่เกิดขึ้นถี่ขึ้นเรื่อย ๆ และเกี่ยวข้องทั้งเรื่องสภาพอากาศ ความปลอดภัย และสุขภาพของประชาชนโดยตรง  

พายุ ในฤดูหนาว: ภาพสะท้อนของภูมิอากาศที่เปลี่ยนไป

ช่วงฤดูหนาวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มักเป็นช่วงที่ฝนน้อย ความชื้นลดลง และอุณหภูมิค่อย ๆ เย็นลง จนโอกาสเกิดพายุโซนร้อนแทบเป็นศูนย์ แต่คัลแมกีกลับเคลื่อนตัวเข้ามาพร้อมกำลังลมและฝนที่มากผิดปกติ นี่เป็นสัญญาณว่าความอุ่นของน้ำทะเลและความแปรปรวนของมรสุมกำลังเปลี่ยนไป ส่งผลให้พายุสามารถเกิดขึ้นได้แม้ในฤดูที่ปกติถือว่า “ปลอดภัย” จากพายุ ลักษณะเช่นนี้ถือเป็นสิ่งที่นักอุตุนิยมวิทยาเตือนมาหลายปีว่าอาจเป็นผลจากภาวะโลกร้อนที่ทำให้รูปแบบอากาศไม่เสถียรเหมือนเดิมอีกต่อไป  

การเตรียมพร้อมทั้งด้านความปลอดภัยและสุขภาพ

นอกจากการรับมือกับพายุในมุมของสิ่งแวดล้อมแล้ว สุขภาพของคนในครอบครัวก็เป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจไม่แพ้กัน โดยเฉพาะเมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง 1. อุปกรณ์จำเป็นควรมีพร้อม ไฟฉายและแบตสำรอง ชุดปฐมพยาบาล เสื้อผ้าที่ช่วยรักษาความอบอุ่นหลังฝนตก อาหารสำรองที่เก็บได้นาน 2. เสริมการป้องกันโรคทางเดินหายใจ สวมหน้ากากเมื่ออากาศชื้น รักษาความอบอุ่นของร่างกาย หลีกเลี่ยงพื้นที่น้ำท่วมที่อาจมีเชื้อโรคสะสม 3. เสริมภูมิคุ้มกันในช่วงพายุ ด้วย 💚 Happy Noz สูตรหอมเขียว –...

Read more...

ทำไมยังรู้สึก เหนื่อย หลังหายหวัด? รู้จักภาวะเหนื่อยล้าหลังติดเชื้อไวรัสในช่วงพายุคาจิกิ

ช่วงที่พายุคาจิกิพัดผ่านประเทศไทย หลายพื้นที่มีฝนตกหนัก ลมแรง และความชื้นสูง ทำให้ คุณแม่และลูกน้อยเสี่ยงต่อการป่วยได้ง่ายขึ้น หลายคนอาจเคยมีประสบการณ์ว่า หายหวัดแล้ว แต่ร่างกายยังรู้สึก เหนื่อย อ่อนเพลีย จนไม่มีแรงทำงานหรือดูแลลูกเหมือนเดิม อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลก ในทางการแพทย์เรียกว่า Post-viral fatigue หรือ อาการเหนื่อยล้าหลังติดเชื้อไวรัส   ภาวะนี้เกิดขึ้นหลังการเจ็บป่วย แม้จะหายจากไข้หวัดหรือไวรัสแล้ว ร่างกายยังต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูสมดุลและซ่อมแซมตัวเอง ทำให้หลายคนรู้สึกเพลีย อ่อนแรง หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย  

🧒 อาการที่พบบ่อย

เหนื่อย แม้จะนอนหลับเพียงพอ สมาธิลดลง หรือหงุดหงิดง่าย ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เจ็บคอ หรือคัดจมูก ต่อมน้ำเหลืองบวม หากอาการยังคงอยู่ เกิน 2–3 สัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและดูแลอย่างเหมาะสม  

🌧️ วิธีบรรเทาความ เหนื่อย ในช่วงพายุ

พักผ่อนให้เพียงพอ: 7–9 ชั่วโมงต่อวัน รับประทานอาหารที่มีประโยชน์: เน้นผักผลไม้ โปรตีน และดื่มน้ำเพียงพอ หลีกเลี่ยงการเปียกฝนโดยไม่จำเป็น: สวมเสื้อผ้าอบอุ่น และไม่อยู่ในที่ชื้นนาน ๆ ดูแลสุขภาพจิต: ทำกิจกรรมผ่อนคลาย เช่น อ่านหนังสือ หรือฟังเพลงเบา ๆ ติดตามสถานการณ์พายุ: เตรียมพร้อมและปฏิบัติตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา สิ่งสำคัญคือ ให้เวลาร่างกายฟื้นตัว...

Read more...
น้ำมูก

น้ำมูก เปลี่ยนสี อย่ามองข้าม! รู้ทันสุขภาพลูกรักจากสีที่เปลี่ยนไป

ระบบทางเดินหายใจส่วนต้นของเด็กเล็กมีความเปราะบางและไวต่อสิ่งแวดล้อมเป็นพิเศษ การมี น้ำมูก จึงเป็นอาการที่พบได้บ่อย และมักเป็นสิ่งแรกที่คุณแม่ให้ความสนใจเมื่อลูกรักเริ่มมีอาการเจ็บป่วย แม้น้ำมูกจะดูเหมือนเพียงของเหลวที่ร่างกายขับออกมา แต่ในทางการแพทย์ สี ลักษณะ และปริมาณของน้ำมูกสามารถสะท้อนถึงภาวะสุขภาพของร่างกายได้อย่างมีนัยสำคัญ น้ำมูก ไม่ใช่ของเสีย หากแต่เป็นกลไกธรรมชาติที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อดักจับฝุ่น เชื้อโรค และสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ จากอากาศที่เราหายใจเข้าไป โดยเฉพาะในเด็กเล็กซึ่งระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ การสังเกตลักษณะและ “สีของน้ำมูก” จึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้คุณแม่เข้าใจสภาวะร่างกายของลูกได้ดียิ่งขึ้น

น้ำมูกใส 🔵

น้ำมูกใสเป็นภาวะปกติที่พบได้ทั่วไปในเด็ก อาจเกิดจากการระคายเคืองเล็กน้อย เช่น ฝุ่นละออง ละอองเกสร หรือเป็นอาการเบื้องต้นของไข้หวัด หากพบว่าบุตรหลานมีน้ำมูกใสร่วมกับการจาม คันตา หรือไอแห้ง ๆ เป็นระยะ ควรพิจารณาถึงภาวะภูมิแพ้ร่วมด้วย

น้ำมูกสีขาวหรือขุ่น ⚪️

เมื่อน้ำมูกมีความข้นมากขึ้นจนเป็นสีขาวหรือขุ่น แสดงว่าร่างกายกำลังตอบสนองต่อการติดเชื้อไวรัสบางชนิด โดยเฉพาะในช่วงที่ร่างกายอยู่ในระยะฟื้นตัว น้ำมูกลักษณะนี้มักพบในระยะแรกของไข้หวัดใหญ่ หรือเมื่อเยื่อบุโพรงจมูกมีการอักเสบเล็กน้อย

น้ำมูกสีเหลือง 🟡

สีเหลืองของน้ำมูกมักเกิดจากการที่เซลล์เม็ดเลือดขาวซึ่งทำหน้าที่กำจัดเชื้อโรค ถูกขับออกมาพร้อมน้ำมูก เป็นสัญญาณว่าร่างกายยังอยู่ในกระบวนการต่อสู้กับการติดเชื้อ โดยอาการมักอยู่ในช่วงกลางของการเจ็บป่วย เช่น หวัด หรือไซนัสอักเสบระยะเริ่มต้น

น้ำมูกสีเขียว 🟢

หากน้ำมูกเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้ม และมีลักษณะเหนียวข้น ร่วมกับอาการไข้ หรือเจ็บโพรงจมูก อาจบ่งชี้ว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะกรณีที่อาการยังคงอยู่เกิน...

Read more...

คัดจมูก ในออฟฟิศเกิดจากอะไร? 3 สาเหตุใกล้ตัวที่คุณอาจมองข้าม

คัดจมูก อาจดูเป็นเรื่องเล็ก อาจดูเหมือนเรื่องเล็กน้อยในสายตาใครหลายคน โดยเฉพาะหากไม่ได้มีไข้หรือเจ็บป่วยรุนแรงร่วมด้วย สำหรับคนวัยทำงานที่ต้องใช้ชีวิตในออฟฟิศวันละ 8–10 ชั่วโมง อาการนี้สามารถรบกวนสมาธิ ประสิทธิภาพการทำงาน และความรู้สึกโดยรวมตลอดทั้งวัน โดยทั่วไปคนมักเข้าใจว่าอาการ คัดจมูก เกิดจาก “การเป็นหวัด” หรือ “ภูมิแพ้ตามฤดูกาล” เท่านั้น ทว่าในความเป็นจริงแล้ว ยังมีปัจจัยใกล้ตัวอีกมากที่ซ่อนอยู่ในพื้นที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศภายในอาคาร แอร์ ฝุ่น กลิ่น หรือแม้แต่กิจวัตรประจำวันบางอย่างที่คุณอาจมองข้ามไป ล้วนสามารถกระตุ้นหรือเร่งให้เกิดอาการคัดจมูกได้โดยไม่รู้ตัว เราจึงอยากชวนทุกคนมาเข้าใจต้นตอของปัญหาและหาวิธีจัดการได้อย่างตรงจุดไปด้วยกัน  

สาเหตุที่ 1 แพ้อากาศภายในอาคาร (Sick Building Syndrome)

คือ ภาวะที่ผู้อยู่ในอาคารรู้สึกไม่สบายหรือมีอาการเจ็บป่วย เช่น เป็นหวัด ไอ หรือมีน้ำมูก แต่เมื่อออกจากอาคารนั้นแล้ว อาการกลับดีขึ้นอย่างรวดเร็ว องค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมของสหรัฐ (EPA) ระบุว่าอากาศภายในอาคารอาจปนเปื้อนได้มากกว่าอากาศภายนอกถึง 100 เท่า หากคุณสังเกตว่าอาการเหล่านี้เกิดขึ้นเฉพาะเวลาที่อยู่ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง เช่น ที่ทำงาน โรงเรียน หรืออาคารที่พัก อาจเป็นไปได้ว่าคุณกำลังเผชิญกับกลุ่มอาการเจ็บป่วยนี้ ซึ่งมักเกิดจากฝุ่นในระบบปรับอากาศ พรมเก่า เชื้อราในห้องที่ไม่มีอากาศถ่ายเท...

Read more...

ไขความลับ “ หวัด จาก ฝน ” ทำไมถึงพบได้บ่อยในช่วงมรสุม

ในช่วงฤดูมรสุม คุณพ่อคุณแม่อาจคาดหวังว่าอากาศจะเย็นลง รู้สึกสดชื่นขึ้น แต่ความเป็นจริงคือ หลังฝนตกมักตามมาด้วยความรู้สึก “อบอ้าว” ซึ่งเกิดจากอุณหภูมิที่ยังคงสูง รวมกับความชื้นในอากาศที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สภาพอากาศเช่นนี้ไม่เพียงทำให้รู้สึกไม่สบายตัว แต่ยังส่งผลต่อสุขภาพทำให้เป็น หวัด ได้โดยตรง  

อากาศร้อนชื้น สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อเชื้อโรค

ความร้อนและความชื้นสูง เป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย โดยเฉพาะไวรัสที่ทำให้เกิดโรค หวัด แม้ว่าไวรัสเหล่านี้จะชอบอากาศเย็น แต่ความชื้นสูงช่วยให้ไวรัสคงอยู่ในอากาศได้นานขึ้น และสามารถแพร่กระจายจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนได้ง่ายผ่านละอองฝอยจากการไอหรือจาม ในสถานที่ที่มีผู้คนหนาแน่น ความเสี่ยงในการติดเชื้อก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น แม้หวัดส่วนใหญ่จะเกิดจากเชื้อไวรัส แต่หวัดที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียก็พบได้เช่นกัน ซึ่งสามารถสังเกตได้จากสีของน้ำมูกหรือเสมหะ หากเป็นหวัดที่เกิดจากแบคทีเรีย น้ำมูกหรือเสมหะมักจะมีสีเหลืองหรือสีเขียว สาเหตุที่เปลี่ยนสีนี้มาจากการที่เม็ดเลือดขาว ซึ่งเป็นด่านแรกของระบบภูมิคุ้มกัน เข้ามาต่อสู้กับเชื้อแบคทีเรียในร่างกาย ทำให้เกิดปฏิกิริยากับเอนไซม์ในเม็ดเลือดขาว จนเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือเขียว ดังนั้น หากน้ำมูกหรือเสมหะเปลี่ยนจากใสหรือขาว เป็นสีเหลือง เขียว หรือบางครั้งมีสีน้ำตาลหรือมีเลือดปน ก็อาจเป็นสัญญาณของหวัดที่เกิดจากแบคทีเรีย ซึ่งควรได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่สั่งโดยแพทย์ เพื่อให้เหมาะสมกับอาการและชนิดของเชื้อโรค  

ฝนตก อุณหภูมิลดลง ร่างกายต้องปรับตัว

เมื่อฝนตก อุณหภูมิรอบตัวมักลดลงอย่างรวดเร็ว ร่างกายจึงต้องเร่งปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงนี้ โดยเฉพาะระบบภูมิคุ้มกันที่อาจอ่อนแอลงชั่วคราว ทำให้เจ้าตัวเล็กป่วยได้ง่ายขึ้น ถ้าร่างกายเปียกฝน หรืออยู่ในที่เย็นและชื้นเป็นเวลานานโดยไม่รีบเช็ดตัวให้แห้งหรือเปลี่ยนเสื้อผ้า ยิ่งทำให้ร่างกายสูญเสียความร้อน ภูมิคุ้มกันลดลง และอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของอาการหวัดโดยไม่รู้ตัว  

วิธีป้องกัน หวัด ในฤดูมรสุม

✅ ล้างมือให้บ่อย ด้วยสบู่หรือน้ำยาฆ่าเชื้อ โดยเฉพาะหลังจากจับของสาธารณะหรือก่อนสัมผัสใบหน้า ✅...

Read more...